ชีวิตที่ปาย

เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตที่ปาย ที่โอเปิลเขียนเก็บเอาไว้เป็นตอน ๆ ครับ

ไม่มีที่ไป ไม่มี...ที่ปาย ตอนที่ 19

"เราไม่ได้ไม่รักกัน……ใช่ไหม?"

                   
มันมีเหตุผลไม่กี่ข้อนักหรอก ที่จะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจว่า ทำไม
ฉันจึงไม่เปิดร้านหนังสือหรือห้องสมุดที่ปาย
ประสบการณ์สอนให้ฉันเรียนรู้ในข้อผิดพลาดที่ผ่านมา
ฉันควรจะเริ่มเมื่อพร้อมกว่านี้ และฉันเชื่อว่าวันนั้นต้องมาถึง
บ้าน
เช่าเล็กๆของฉันที่ปายในเวลานี้ จึงเป็นแค่ร้านกาแฟริมทุ่งนา
หาใช่ห้องสมุดหรือร้านหนังสือในฝันไม่
และฉันก็เลือกที่จะให้บ้านหลังนี้ทำหน้าที่เพียงแค่นั้น
ซึ่งมันไม่ได้หมายความว่า ฉันโยนความฝันอันเก่าทิ้งไปหรอกนะ หากแต่บางที
การเดินทางไปสู่ความฝัน ก็ต้องใช้เวลา และฉันก็รู้ว่า
ยังพอจะมีเวลาเหลือสักเล็กน้อยที่จะนั่งละเลียด อ้อยอิ่งชมนกชมไม้
ก่อนจะลุกออกเดินทางต่อ

การจากไปของมณีจันทร์
ไม่เพียงสร้างความปวดร้าวให้ฉัน เบนนี่เองก็คงจะรู้สึก
แรกๆมันเดินดมพื้นห้องทั้งวัน บางทีก็ไปขุดดินตรงหลุมศพ
บางวันเบนนี่จะนอนเอาคางแนบกับพื้นอย่างเซ็งเป็ด หรือนั่งเหม่อเป็นพักๆ
อาการของเบนนี่ทำให้ฉันนึกถึงตัวเองในบางวันเหมือนกัน
 ตอนนี้ทั้งฉันและเบนนี่ เราต่างมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ คนรักของเราโดนหมาคาบไปแดกแล้วทั้งคู่ เฮ้อ…
มีหลายสิ่งในชีวิต ที่ฉันภูมิใจ บางครั้ง…ฉันภูมิใจที่ได้ทำอะไรด้วยตนเอง
แต่
บางครั้ง ฉันก็ภูมิใจกับสิ่งที่คนอื่นทำให้
เพราะฉันเชื่อว่ามันน่าจะเกิดจากความรัก พี่สอนการบ้านน้อง
ก็คงเพราะพี่รักน้อง เพื่อนให้เราลอกการบ้าน ก็คงเพราะเพื่อนรักเรา 
พ่อขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียนหรือ
แม่ทำกับข้าวให้ลูกกิน
ก็เพราะแม่รักลูก ดังนั้น ฉันจึงเหมาเอาว่าทุกๆสิ่ง
ทุกๆอย่างที่ใครต่อใครต่างมาทำให้ ก็คงเป็นเพราะเขารักฉัน
อาจจะเป็นความคิดของคนที่ขาดความรักความอบอุ่นคนหนึ่ง แต่ฉันเชื่อว่า
หากเรามองว่าคนอื่นรักเรา
มันจะมีพลังส่งผ่านมาให้เราเริ่มที่จะรักคนอื่นด้วย

ปล. ฉันเชื่อว่าที่เธอไปจากฉันในวันนั้น ก็เป็นเพราะเธอรักฉัน เพราะสิ่งที่เธอทำ มันทำให้ฉันมีวันนี้ ถ้าเธอไม่เดินจากไป ฉันก็อาจไม่ได้ก้าวมา ถ้างั้นฉันจะโมเมเอาเองละกันนะว่า … ฉันเป็นคนที่เธอรักมากคนหนึ่ง    หุหุ

ไม่มีที่ไป ไม่มี...ที่ปาย ตอนที่ 18

"ความสูญเสียมาเยือน ...อีกครั้ง"

...บางครั้ง เราต้องยอมสูญเสียบางสิ่ง
เพื่อแลกกับอะไรบางอย่าง

และหลายครั้ง บางสิ่งที่เราสูญเสียไป

กลับแลกอะไรไม่ได้ แม้สักอย่างเดียว...

  
 ฉันยังจำวันนั้นได้ดี
หลังจากที่ออกไปหาฟืนกับเต้ตรงป่าหลังลำธารแม่เย็นก่อนออกจากบ้าน
เราขังเบนนี่กับมณีจันทร์ไว้ในสวนด้วยกรงแบบครอบ (เป็นกรงชั่วคราว)
เต้ถางหญ้าอยู่ข้างบ้าน ฉันต้มมาม่าอยู่ในครัว สักพักได้ยินเสียงผู้หญิงร้องลั่น
เมื่อวิ่งออกมาดู ภาพที่เห็นคือมณีจันทร์กระต่ายน้อยน่ารัก อายุสองปีเต็ม
มณีจันทร์ผู้ซึ่งไม่เคยงอแง ไม่เคยเรียกร้องถ้าพี่เปิ้ลจะรักเบนนี่มากกว่า
ไม่เคยแสดงอาการไม่พอใจแม้จะรู้ว่าพี่เปิ้ลเลือกที่จะเอาแต่เบนนี่ขึ้นมาที่ปาย
ไม่เคยร้องขออะไรแม้พี่เปิ้ลจะบ่นว่าไม่ฉลาดเหมือนเบนนี่ 
มณีจันทร์ที่พี่เปิ้ลไปซื้อมาจากตลาดอมรพันธุ์ในเช้าวันหนึ่งของเดือนกุมภาพันธ์
มณี
จันทร์ที่เคยออกรายการมหัศจรรย์วันเสาร์ ในขณะที่เบนนี่แสดงท่าสวัสดีได้
ถึงมณีจันทร์จะทำไม่ได้แต่ก็ยังอุตส่าห์แกล้งตายโชว์ทีมงาน
มณีจันทร์ที่หลงทางหาบ้านไม่เจอถึงสามเดือนเต็มแต่สุดท้ายก็ได้กลับมาอยู่กับเบนนี่
คือ
มณีจันทร์ตัวเดียวกันกับที่อยู่ในปากของหมาตัวยักษ์พันธุ์โดเบอร์แมนตัวนั้น
ยัยผู้หญิงเกาหลีสองคนเอาแต่ร้องโวยวายโดยไม่ทำอะไรเลย
(ทั้งๆที่อีสองคนนี้พาหมามาเดินเล่น)

    ฉันเข้าไปตบหัวหมาตัวนั้นด้วยมือเปล่าสุดแรงเกิด แล้วแย่งมณีจันทร์คืนมาได้
ร้องหาหมอโดยที่ลืมไปว่าที่ปายไม่มีสัตวแพทย์ ไม่มีโรงพยาบาลสัตว์ ….
พิมต่อไม่ค่อยจะไหวเลย ร้องไห้ แง

ทำไม….

 จำได้ว่าวันนั้น หลังจากแย่งมณีจันทร์มาได้ ตะโกนสั่งให้เบนนี่เข้าบ้าน เบนนี่ใจเด็ดมาก
เบนนี่ไม่หนี มันยังยืนอยู่ใกล้ๆกระทืบเท้าวิ่งวนไปรอบๆ
ฉันร้องเสียงหลง  “เบนนี่เข้าบ้านไปเดี๋ยวนี้นะ !!!”
เบนนี่อยู่ในอาการตกใจจะหันหลังจะวิ่งเข้าบ้าน แต่ก็หันกลับมา วิ่งวนๆ ไม่ยอมไปไหน
หมาตัวนั้นทำท่าจะพุ่งเข้าหาเบนนี่ แต่เต้วิ่งมาทัน ไล่เบนนี่เข้าบ้านไปก่อน
เราได้แต่เอาก้อนหินและไม้เขวี้ยงไล่หมาเวรนั่น แต่มันก็คือสัตว์ตัวหนึ่งที่ไม่รู้อะไร
ขณะที่ฉันนั่งอุ้มมณีจันทร์ทรุดลงกับพื้น หมาตัวนั้นกลับมาอีกครั้ง มันทำหน้าไม่รู้เรื่อง
ฉัน
ไม่ได้โกรธมันมากไปกว่าโกรธตัวเองที่สะเพร่า
ประมาทมากเกินไปด้วยความที่เห็นกระต่ายสองตัวชอบขุดดินจึงเอามันมาขังไว้ใน
สวนแทนที่จะอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆในบ้าน
ฉันนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นจนตะวันตกดิน ความคิดที่ว่าฉันเอามันขึ้นมาตายที่ปายวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัว
เต้ปลอบใจฉันว่า มันไม่ได้ถูกกัดตายหรอกพี่เปิ้ล มันตกใจจนชอคต่างหาก
ฉันบอกเต้ว่าคอมณีจันทร์หมุนได้รอบเลยนะ เต้เดินไปหยิบจอบเดินมาใกล้
“เราต้องรีบฝังนะพี่เปิ้ล ไม่งั้นถ้าตัวมณีจันทร์แข็งมันจะนอนในหลุมไม่สบาย”

    ฉันอุ้มมณีจันทร์เข้าบ้าน เบนนี่ยังคงตื่นกลัวเข้าไปหลบใต้เตียง แต่เมื่อเห็นฉันมันก็วิ่งออกมา
เบนนี่ดมที่เท้าของมณีจันทร์ ดมแก้ม เลียหู เหมือนมันจะไม่รู้ว่ามณีจันทร์จะไม่สามารถลุกขึ้นมาวิ่งเล่นได้อีก
มันกระทืบเท้าแสดงอาการขัดใจ ฉันพูดกับมันว่า เบนนี่ พี่ขอโทษ มณีจันทร์ตายแล้ว เบนนี่ไม่เข้าใจ
ฉันวางมณีจันทร์ลงกับพื้น เบนนี่วิ่งวนรอบๆ แล้วนอนแปะลงข้างๆเอาคางเกยคอมณีจันทร์ไว้ สักพักก็ลุกขึ้นมาเลียมณีจันทร์ใหม่
เต้เดินเข้ามาบอกว่าขุดหลุมเรียบร้อยแล้ว ฉันเอาเศษผ้าดิบที่เหลือจากการทำผ้าม่านมาห่อมณีจันทร์ก่อนจะค่อยๆวางมันลงหลุม
หลังจากกลบด้วยดินก็เอาก้อนหินทับอีกที
คืนนั้น… ฉันอุ้มเบนนี่ออกมาดูพระจันทร์ แล้วกระซิบบอกมันว่า
 

“ไม่ต้องกลัวนะเบนนี่ มณีจัทร์จะอยู่กับเราตลอดไป อย่างน้อยก็ในดวงจันทร์”

แด่เจ้ากระต่ายน้อย มณีจันทร์ในดวงใจ

ปล.1 ฉันไม่กล้าสู้หน้าคุณแม่กระต่าย และไม่กล้าแม้แต่จะโทรไปหา
ปล.2  
 แด่ทุกคนที่คิดว่าฉันรักเบนนี่มากกว่ามณีจันทร์
ถึงแม้ว่ามันจะเป็นความจริงที่ฉันรักกระต่ายไม่เท่ากัน
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะอยากสูญเสียมณีจันทร์ไปอย่างไม่มีวันกลับเช่น
นี้

ถึงแม้วันรุ่งขึ้น เจ้าของหมาตัวนั้น จะมาแสดงความเสียใจและจะขอชดใช้ค่าเสียหาย
ฉันก็ไม่ได้ต่อว่าอะไร หรือเรียกร้องอะไร
พูดเพียงว่า หนูแค่รู้สึกผิดที่พามันมาตายที่นี่ แต่ถ้าจะให้ดี ถ้าหมาพี่ดุก็ขอให้ดูแลด้วย
ชาวบ้านเล่าว่านี่ไม่ใช่คดีแรก ก่อนหน้านี้หมาตัวนี้ฆ่าไก่และลูกหมาของชาวบ้านหลายตัว
แต่เจ้าของก็ไม่คิดจะใส่ตะกร้อหรือเวลาพามาเดินเล่นก็ไม่มีสายจูง
ล่าสุด
เมื่อวานนี้หมาตัวนี้วิ่งเข้ามาในสวนของฉัน โชคดีที่เบนนี่อยู่ในบ้าน
ฉันเห็นหน้ามันแล้วกลับโกรธมาก
ที่ยังปล่อยหมามาเพ่นพ่านบ้านคนอื่นเลยเอาก้อนหินเขวี้ยงใส่มัน
และตะโกนด่าผู้หญิงเกาหลีที่พามันมาเดินเล่น เจ้าของหมาเป้นคนไทย
ทำเกสท์เฮ้าส์อยู่ใกล้ๆ แต่หมามักจะติดผู้หญิงเกาหลี มันชอบเดินตาม
วันก่อนฉันเพิ่งบอกอีเกาหลีนี่ไปหยกๆว่าถ้าจะเอามาเดินเล่นให้ใส่ตะกร้อหรือ
สายจูง อีนี่อาจจะฟังภาษาอังกฤษเอี้ยๆของฉันไม่ออก
มันทำหน้ามองฉันเหมือนฉันใจดำ ฉันตะโกนใส่หน้ามันไปว่า
“Get out!!! Don’t come hear again !!!”
He kill my rabbit !!!
ทุกวันนี้ไอ้หมาเวรนั่นก็ยังลอยหน้าลอยตาเดินเล่นรุกรานสวนบ้านคนอื่นที่อยู่ริมถนน พร้อมกับอีนังเกาหลีซื่อบื้อคนเดิม

ไม่มีที่ไป ไม่มี...ที่ปาย ตอนที่ 17

"พวกเราไม่ต้องเร่ร่อนแล้ว"

อยู่
ไปนานๆฉันก็เริ่มสนุกกับการวางแผนการใช้เงินอันน้อยนิด
เช่น
จะซื้ออะไรก่อนหรือหลัง จะกินมาม่าต้มหรือผัดดี

หรือว่าถ้ามีหมูสับกะไข่จะเอาอะไรใส่มาม่าดีนะ

หลังจากย้ายบ้านได้เพียงสองวัน พลอย ฝน และเต้ก็ขึ้นมาเยี่ยมเยียน

ทั้งสามเป็นสมาชิกเก่าที่ร้าน Book Garden ฉันดีใจจนน้ำตาคลอเบ้า

เพียงเห็นหน้าพลอยเท่านั้น ภาพเก่าๆในร้านก็ฉายชัด

ชุดน้ำชาสีขาวที่เรานั่งจิบยามบ่าย โต๊ะทำงานใต้บันได

ตู้ไปรษณีย์สีเทาที่มักจะยืนเหงาๆรอใบแจ้งหนี้และถนนเล็กๆในหมู่บ้าน
เสนานิคมที่ฉันจากมา
พลอยส่งตะกร้าสีเขียวที่มีมณีจันทร์อยู่ในนั้น

ไม่อยากจะบอกว่าเบนนี่ดีใจเพียงไร แต่มณีจันทร์ดูตื่นๆ

ฉันเอามณีจันทร์เข้าที่พัก พลอยควักแจ่วบองมาเปิดกินกัน

มื้อนั้นเราทอดปลาส้ม แล้วก็มีแกงอีกสองสามอย่างเป็นอาหารเหนือ

พลอยมองดูบ้านใหม่แล้วพูดว่า ดีใจด้วยจริงๆพี่เปิ้ล
ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องเร่ร่อนแล้ว
ฉันหันไปมองหน้าเบนนี่มณีจันทร์และโจเซิร์ฟ

ใช่แล้ว…พวกเราก็ไม่ต้องเร่ร่อน อย่างน้อยก็อีกสักระยะหนึ่ง

เบนนี่กับมณีจัทร์นอนอิงแอบกันอย่างมีความสุขในคืนนั้น

ส่วนฉันก็นอนกอดโจเซิร์ฟหลับไปด้วยหัวใจที่เป็นสุข

ไม่มีที่ไป ไม่มี...ที่ปาย ตอนที่ 16

"อีกครั้ง"
เรียบเรียงไม่ถูกจริงๆว่าหลังจากอาการป่วยไข้ผ่านพ้นไปมี
อะไรเกิดขึ้นบ้าง เพราะมันมากมายจริงๆ ตั้งแต่งานกาดหลู่
เทศกาลดับไฟเทียนเข้าพรรษา มาเรื่อยจนงานลอยกระทง ลอยยี่เป็ง
และเทศกาลหนังเมืองปาย ระหว่างนั้น ฉันได้ร้านใหม่พอดี มันเป็นบ้านว่างๆ
ตัวบ้านไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่าต้นไม้ไร้ชื่อที่ดูมีอายุร่วมๆ70ปีริมถนน
กับศาลาเล็กๆ ที่เหมือนว่ามันกำลังรอใครสักคนอยู่
ขณะที่บ้านหลับฝันดีที่ฉันใช้เป็นที่ซุกหัวนอนแขกเยอะทุกวัน
แม้พี่ปานเจ้าของบ้านจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่ฉันก็เกรงใจแทบแย่
อยู่บ้านพี่ปานมาฟรีๆถึงสามเดือนเต็ม หรือนี่จะถึงเวลาขยับขยายซะแล้ว
โทรไปถามราคาบ้านแล้วค่อยโล่งใจ 3500 บาทต่อเดือน ไม่ถูกและไม่แพง
แต่แอบแง้มกระเป๋าเงินดู มีเงินแค่500บาท
บูธขายกาแฟเล็กๆในเมืองไปได้ไม่สวยเท่าไหร่
เพราะมีร้านขายเครื่องดื่มมากมายเหลือเกิน
แถมร้านเราก็ดันแอบมุมอยู่ในซอยอีก
โทรไปถามพี่จู้ที่เป็นคนป้อนงานสารคดีให้ว่าเงินจากงานเขียนจะออกเมื่อไหร่
พี่จู้ก็ยังไม่รู้อยู่ดี และพี่จู้ก็ไม่มีให้ยืม แง…
หันไปทางไหนก็ไม่เจอใครที่จะยืมตังได้ เลยหันไปหาเบนนี่ ถามว่า “เบนนี่
มีเงินให้พี่ยืมสักสามพันห้าไหม” เบนนี่เอาขาหลังเกาหู
แล้วคาบแครอทมานั่งแทะเล่นสบายใจ -*-
เย็นวันหนึ่งหลังจากนั่งเอาขาหน้าก่ายหน้าผาก ป้าเจ้าของบ้านโทรมา
บอก
ว่า บ้านที่หนูถามไว้ ตกลงจะเอาไหม วันนี้มีคนมาถามป้าเหมือนกัน
แต่ป้าจะถามหนูก่อนว่ายังไง ได้แต่ตอบไปว่า ขอตัดสินใจสักวันสองวันนะคะ
พี่เตี๊ยมคงเห็นเราเอาขาหน้าวุ่นวายกับหน้าผากหลายวันแล้ว
จึงเอ่ยขึ้น
พร้อมกับในมือคีบยาเส้นอยู่ “เฮ้ย ไอ้เปิ้ล
บ้านหลังนั้นถ้าเอ็งจะเอาก็ไปเอานะ ทำเลโอเค ทำร้านได้
ออกไปนอกเมืองไม่ไกลเลย ชักช้าเดี๋ยวก็โดนตัดหน้าอีก
กูขี้เกียจลุ้นแล้วว่ามึงจะมีเรื่องซวยอะไรอีก”
น้องฮอลซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆเหมือนจะอ่านใจเราออก
“หรือว่าเปิ้ลไม่มีเงิน ถ้าไม่มีเอาที่เราก่อนก็ได้ ป้าเขาให้จ่ายล่วงหน้ากี่เดือนไปคุยกับเขาดู”
“หนูไปคุยมาแล้ว ป้าให้จ่ายล่วงหน้าสองเดือน แต่บอกป้าไปว่าไม่ค่อยมีเงิน ป้าเลยบอกให้เอาแค่เดือนเดียวเข้าอยู่ได้ทันที”
  
 ฉันได้บ้านใหม่ที่ปายสมใจ โดยความช่วยเหลือของพี่เตี๊ยมเรื่องเงิน
พี่แซงค์กับพี่วรรณเจ้าของบูธที่ฉันเช่าขายกาแฟหน้าวัดป่าขามกุลีกุจอจัดการ
ช่วยเรื่องขนย้าย สมบัติบ้าที่ขนมาจากกรุงเทพฯ ใช้ตกแต่งร้านได้ดี
ฉันหมดเงินค่าทาสีบ้าน กับค่าทำเคาท์เตอร์ ทำไฟ ทำก๊อกน้ำ
และซ่อมแซมบ่อปลา โอย จำไม่ได้แล้วล่ะว่าเท่าไหร่
รู้แต่ว่าซึ้งถึงคำว่าน้ำพักน้ำแรงอีกครั้ง
เมื่อถึงวันที่มีเงินแค่สองร้อย แล้วต้องตัดสินใจว่าจะซื้ออะไร ระหว่าง
สายไฟ หรือหลอดไฟ แปรงทาสี หรือสี เพราะของทุกอย่างต้องทยอยซื้อทีละชิ้น
ถ้าใช้เงินหมด วันนั้นจะไม่มีเงินกินข้าว
 และซื้อกาแฟไว้ขาย
ฉันซื้อนมทีละกระป๋อง กาแฟทีละถุง น้ำตาลทีละโล
เจ้าของร้านถามว่าทำไมไม่เอายกโหล ถูกว่า
ฉันได้แต่ยิ้มแหยๆบอกว่าถ้าซื้อทีละเยอะๆหนูก็ไม่ได้มาร้านพี่บ่อยๆสิ
ปล่าวหรอกค่ะ จริงๆหนูไม่มีตัง
พี่เจ้าของร้านอ้อยมินิมาร์ทก็ยิ้มแล้วบอกว่าสู้ๆนะ
ขยันแบบนี้ไม่นานก็จะรวย สาธุ สมพรปากค่ะพี่
ที่บ้านใหม่ตอนกลางคืนเงียบมากๆ ไม่มีคนเลย
จึงตัดสินใจเอาสมุดโน๊ตที่ติดมาจากร้านเก่า ไปวางขายในเมืองตรงถนนคนเดิน
“อุ๊ย สมุดโน๊ตสวยจัง ว้า..ไม่เห็นมีคำว่าปายเลย”
เป็น
อย่างนี้แทบทุกคน ฉันจึงขายสมุดโน๊ตได้วันละร้อยกว่าบาท
ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
นักท่องเที่ยวจะซื้ออะไรก็ได้ขอให้มีคำว่าปายเป็นพอ 555

ไม่มีที่ไป ไม่มี...ที่ปาย ตอนที่ 15

"วันที่ฉันป่วย..."
และแล้วอาการแพ้อากาศของฉันก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
จากที่แค่ผิวแห้ง คัดจมูก ปากแตก ลุกลามเป็นทอลซิลอักเสบ โพรงจมูกอักเสบ
เอาเข้าไป หายใจไม่ออก หูอื้อ พูดไม่ได้ ปวดเนื้อตัว เดินไม่ไหว
นอนหนาวขดอยู่ในห้อง พยายามรวบรวมพลังชีวิตขีดสุดท้ายที่เหลืออยู่
คลานออกมาหน้าห้อง คนแรกที่เจอคือพี่โต้ง ซึ่งเป็นแขกที่มาพักที่หลับฝันดี
“พี่โต้ง แอ่กๆๆ พา ไป โรง บาน โด้ยยยยย”
พี่โต้งกำลังแชทกะสาวด้วยโน๊ทบุ๊คอย่างเมามัน หันมา
“อ้าว
เฮ่ย ไอ้เปิ้ล เป็นไงวะ อ้าวแล้วมึงร้องไห้ทำไมเนี่ย ไม่สบายเหรอ เออๆ
ไปล้างขี้ตา เดี๋ยวพี่พาไปโรงบาล”
หลังจากแปรงฟันเสร็จกลับมาที่ห้องดันลืมว่าต้องทำอะไรต่อ เลยผลอยหลับไป
สักพัก พี่โต้งมาเคาะห้อง เปิ้ลไหวป่าววะ จะไปโรงบาลหรือไปวัด
“ไป…โรง…บาลล”
ว่า
แล้วก็ปุเลงๆซ้อนมอไซค์พี่โต้งไปจนถึงโรงบาล รอหมอชั่วโมงกว่าๆ
บรรยากาศในโรงบาลเต็มไปด้วยเด็กดอย ขี้มูกโป่ง น้ำลายยืด โยเย
ยั้วเยี้ยมาก น่าแปลกที่เราเป็นคนไข้ผู้ใหญ่ไม่กี่คน
มีคนรู้จักพยายามถามไถ่อาการเรา แต่เราพูดไม่ได้
ในเวลานั้นภาษามือจึงคล่องแคล่วเป็นพอเศษ หมอบอกว่า เป็นหวัดธรรมดา
ไม่ได้ติดเชื้ออะไร แต่คอแดงมาก จะให้ยาไปกิน เบ็ดเสร็จ เชคบิลหมดไป 186
บาท อาการเดียวกันนี้ เราเคยไปหาหมอที่กรุงเทพฯตอนนั้นหมดไปเกือบพัน
เดินออกจากโรงบาลไปกินข้าวซอยร้านน้องเดียร์
กินเสร็จกลับมาอ้วกหมดเลยที่บ้าน อัดยาที่หมอให้ หลับไปหนึ่งวันเต็มๆ
จำได้เลือนลางว่าแนนนี่โทรมา อยากเมาท์ใจจะขาดแต่ไม่มีเสียง
คืนนั้นผ่านไปอย่างทรมาน เจ็บคอสุดๆ เหมือนเข็มพันเล่มมันปักอยู่
กลืนน้ำลายที หนาวก็หนาว ใส่เสื้อห้าตัว ใส่ถุงเท้า ผ้าพันคอ เต็มยศมาก
พี่
เตี๊ยมกะพี่ฮอลเอาโจ๊กมาให้ พี่แซงค์กะพี่วันซื้อเย็นตาโฟมาเยี่ยม
อุ่นใจขึ้นเยอะ อย่างน้อยก็มีคนเป็นห่วงเรา
นึกว่าจะหนาวตายที่ปายอย่างโดดเดี่ยวซะแล้ว ตอนก่อนจะหลับแอบคิดมาก
คิดถึงเพื่อนเก่า คนรักเก่าจนน้ำตาซึม ไม่มีใครไล่เราไปกินยานอน
ไม่มีใครมาบ่นว่าอย่าเล่นเนททั้งวัน
ความป่วยกายนำเพียงความเจ็บปวดภายนอกมาให้ กินยา พักผ่อนก็หาย
แต่ความป่วยใจนี่นำความเหงาอ้างว้างมาให้ไม่พอ ยังทำเอาเราฟุ้งไปไกล
คุณเคยไหม ที่เวลาป่วยแล้วความคิดนั้นมันวูบขึ้นมา
นี่ฉันจะต้องตายโดยปราศจากคนที่ฉันรักจริงๆหรือนี่ กรู้วววส์

ปล.
พี่โต้งบอกว่า "กูบอกแล้ว ให้มึงกินเหล้า มึงดูพวกพี่ แดกเหล้าจัด
ไม่เห็นมีใครป่วย มึงอ่ะ ไม่กินเหล้า มันถึงได้อ่อนแออย่างนี้
เดี๋ยวถ้าไข้ขึ้นมาหาพี่นะ จะเอาเหล้ากรอกปาก รับรอง มึงจะหายขาดเลย
ไอ้ขี้โรค"


Theme & Icons by N.Design Studio
theme based on glossyblue by N.Design studio
Syndicate content