วันที่พบ Book Garden คือวันที่ google แสดงผลคำค้น " สร้างห้องสมุด " ออก

มา 39,000 รายการ รายการที่สะดุดและคลิ๊กทันทีอยู่อันดับ 6 ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องสร้าง

ห้องสมุด แต่เกี่ยวกับละครซิทคอม เรื่องใหม่ของช่องเจ็ดสี   " ห้องสมุดสุดหรรษา" แทน 

(เป็นซะอย่างนั้น)

 

ด้วยความประหลาดใจว่า จะมีละครเกี่ยวกับห้องสมุดด้วยหรือนี่ เลยค้นต่อไปเรื่อยๆ ก็ได้พบ

ความประหลาดใจยิ่งกว่า เกี่ยวกับเรื่องราวที่มาของละครเรื่องนี้ 

 

ละครเรื่องนี้สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริงของชีวิต พิมภรากร นิยมานนท์ หรือ โอเปิล  ผู้ก่อตั้งห้องสมุด Book Garden

ห้องสมุดที่เกิดขึ้นในวันที่ร้านหนังสือของเธอถูกสำนักพิมพ์มาเก็บหนังสือกลับไปจนแทบจะเกลี้ยงร้าน

 

"เพราะเราไม่เคยเป็นนักธุรกิจมาก่อน ไม่เคยทำธุรกิจหนังสือ ก็คิดแต่ว่าเป็นเรื่องง่ายๆ เหมือนซื้อมาขายไป แต่ความจริงแตก

ต่างจากความฝันมาก พอมาเปิดร้านหนังสือได้เพียงเดือนเดียว มันก็เลยพบปัญหา  "

 

เธอแก้ปัญหาโดยการหยิบกระดาษ A4 ขึ้นมาแผ่นหนึ่ง เขียนข้อความลงไปว่า " "ห้องสมุดประชาชน จัดตั้งเพือประชาชน 

เปิดบริการฟรีสำหรับทุกคน"  แล้วนำไปติดไว้ที่หน้าร้าน ผลปรากฎว่า .. 

 

"ลูกค้าเดินเข้าร้านมาถามว่า ไหนห้องสมุด ไม่เห็นมีอะไรเลย ไหนดัชนีหนังสือ ไหนบรรณารักษ์ นี่มันร้านหนังสือกับร้านกาแฟนี่" 

ฉันยิ้มกินหมากหนึ่งคำไม่ตอบอะไรส่ายหัว 555 ฉันยืนยันว่าที่นี่เป็นห้องสมุด ฉันหยิบกระดาษขึ้นมาอีกหนึ่งแผ่นเขียนว่า 

"รับบริจาคหนังสือ" หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ชั้นหนังสือที่เคยว่างเปล่า กลับมามีหนังสือวางอยู่เต็มจากทั่วสารทิศ "

 

( บางตอนจากเรื่อง " ในโลกนี้ไม่มีเรื่องใดยาก เพียงแค่หัวใจอยากจะทำ" - โอเปิล)

 

"ตอนนั้นคิดว่าร้านหนังสือไม่มีหนังสือเราจะทำอย่างไร เราจะทำยังไงให้หนังสือกลับมาเต็มชั้นเหมือนเดิม เราก็คงต้องขอรับ

บริจาค แต่เมื่อเรายื่นมือไปขอความช่วยเหลือใคร เราก็ต้องให้เค้าด้วย พอเค้าเอาหนังสือมาบริจาคเราก็ให้เค้าเป็นสมาชิก 

ให้ยืมหนังสือได้ด้วย ไม่เสียค่าสมาชิกแต่ถ้าใครไม่ได้นำหนังสือมาบริจาคก็เสียค่าสมาชิกปีละ 365 บาทต่อปี เลยเปลี่ยน

มุมมองในร้านใหม่ จากที่คิดว่าจะขายอะไร ได้กำไรเท่าไหร่  เปลี่ยนเป็นว่า เราลองทำสิ่งที่เราฝันไว้ คืองานเพื่อสังคม ไหนๆ

ร้านก็ใกล้จะเจ๊งอยู่แล้ว ลองเปลี่ยนไปทำเพื่อสังคม ทำห้องสมุดชุมชนดีกว่า "

 

 

นั่นคงเป็นจุดเริ่มต้นของห้องสมุดเล็กๆ Book Garden ในซอยเสนาฯ ที่ปัจจุบันปรับเปลี่ยนบริเวณขั้นบนของร้านเป็นห้องสมุด

เล็กๆ ส่วนชั้นล่างยังคงมีหนังสือขาย แล้วก็มีโปสการ์ด อาหาร กาแฟ และ เครื่องดื่มบริการผู้ใช้ห้องสมุดด้วยเหตุผลที่ว่า

 

 

"ทำอย่างไรให้ความฝันกับความจริงอยู่ด้วยกันได้ คือทุกวันนี้คนเราก็ต้องใช้เงิน กิน อยู่ เราต้องหาทางทำให้ธุรกิจของเรากับ

งานเพื่อสังคมไปด้วยกันได้ด้วย "

 

"คือ ไม่ได้มีความฝันว่าจะทำห้องสมุดมาก่อน แต่มีความฝันว่าอยากทำงานเพื่อสังคม แล้วจะทำอย่างไรให้ความฝันกับความ

จริงอยู่ด้วยกันได้ เพราะเราก็ต้องใช้เงิน ต้องมีปัจจัยสี่ใช่มั้ยค่ะ คิดว่าเดิมเป็นร้านหนังสือ ที่ไปด้วยกันได้ก็น่าจะเป็นห้องสมุด "

 

 

"คิดว่ายังไปได้ ถึงจะช้า แต่ก็เป็นอะไรที่ยั่งยืนค่ะ ไปต่อได้ค่ะ 

อาจจะใช้เวลานานหน่อยในช่วงแรกๆ เพราะหนังสือที่นำมาบริจาคส่วนมาก

เป็นพ๊อคเก็ตบุ๊คน้อย แม็กกาซีนเยอะ ถ้ามาแบบสภาพบวมมากเราก็นำ

ไปช่างกิโลขายนำเงินมาซื้อหนังสือใหม่เข้าห้องสมุด "  

 

"มีสมาชิกเกือบห้าร้อยคนแล้วค่ะ ครึ่งๆเลยค่ะที่เป็นสมาชิกแบบไม่เสียค่า

สมาชิกยิ่งช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เราไม่ได้เก็บค่าสมาชิกเลย เพราะ

อยากสนับสนุนให้คนนำหนังสือมาบริจาคมากกว่า เพราะค่าสมาชิกนำไป

ซื้อหนังสือได้น้อยกว่าที่คนนำมาบริจาค เมื่อสมาชิกมากขึ้น เราก็มีหนังสือ

มากขึ้น และจะทำให้สมาชิกคนอื่นได้มีหนังสืออ่านมากขึ้นตามไป ด้วยเรา

อยากเน้นว่า การที่เราจะได้อะไรเราต้องให้ก่อน เรียนรู้ที่จะให้ เด็กบาง

คนอยากเป็นสมาชิก จะจ่ายเงินเลยไม่ได้เหรอค่ะ เราบอกว่ากลับบ้านไปเอา

หนังสือมาบริจาคดีกว่า " 

 

 

"ทุกวันนี้ให้ยืมได้คนละ 5 เล่ม 7 วัน ก็มีคนมายืมอย่างต่ำวันละ 50 -100 เล่ม สมาชิกก็เป็นคนในชุมชนแถวนี้ครึ่งๆ ตั้งแต่รัชดา 

ไกลสุดเชียงใหม่ แต่เค้ามาสมัครเพื่อสนับสนุน ไม่เคยยืม ที่มาทุกสัปดาห์คือ สมาชิกปทุมธานี "

 

"คิดว่าตอนนี้เรื่องของ "กล่อง" คงประสบความสำเร็จ ไม่แน่ใจว่าจะวัดจากอะไรนะค่ะ แต่นับจากวันที่เปิดจนถึงวันนี้แตกต่างกว่า

เดิมมาก เรามีหนังสือเยอะขึ้น หลากหลายมากขึ้น จัดหมวดหมู่เป็นระเบียบมากขึ้น มีอาสาสมัครชุมชนมาช่วยจัดชั้นหนังสือ 

เพราะต้องจัดชั้นทุกวัน เราไม่มีเงินจ้าง แต่ให้อาสาสมัครเป็นค่าสมาชิกฟรี และ อาหาร ตัวเองต้องชงกาแฟกับทำงานในครัวขาย

อาหารค่ะ"

 

"จำนวนหนังสือในส่วนที่เป็นห้องสมุดมีประมาณ 3000 เล่ม เป็น

หนังสือของเรา 3 ชั้น หนังสือ 80% เป็นหนังสือบริจาค และ

เป็นหนังสือใหม่ซื้อเข้าร้านอีก 10% ที่เป็นทุนของตัวเอง "

 

 

"ถ้าเป็นหนังสือเรียนของเด็กๆที่ได้รับบริจาคมา เราก็นำไปบริจาค

ต่อที่ค่ายอาสาที่เค้าไปสร้างห้องสมุดโรงเรียนในชนบทต่อ เพราะ

คิดว่าน่าจะได้ประโยชน์มากกว่าค่ะ "

 

"ตอนนี้มีโครงการจะเข้าร่วมกับเครือข่าย v4n ( volunteer for

 nature) อยากทำให้ห้องสมุดนี้เป็นเหมือนศูนย์กลางการทำงานอาสา

โดยเราจะนำคนที่รักการอ่าน ชอบหนังสือมาร่วมตัวกันแล้ว แล้วชวน

กันไปทำกิจกรรมเพื่อสังคม บางกลุ่มไปปลูกป้า ไปสร้างบ้านดิน 

บางกลุ่มไปอ่านหนังสือให้คนตาบอด บางกลุ่มไปทำความสะอาดบ้าน

สุนัขจรจัดโดยเราจะติดตามงานอาสาต่างๆจากเว็บไซต์ จิตอาสา ค่ะ " 

 

ในขณะที่เขียนเรื่องนี้ .. น่าเสียดายว่า ห้องสมุด Book Garden ที่

เห็นในภาพทั้งหมด จะเปิดถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ ก่อนจะปิดกิจการ

ลงชั่วคราว เนื่องจากค่าเช่าร้านที่ขยับสูงขึ้น 70% ที่ใหม่คุณโอเปิล

บอกว่าจะย้ายไปอยู่ เป็นบ้านเพื่อนใจดี ที่ยกบ้านให้ทำร้านและห้อง

สมุดต่อไป จะอยู่บริเวณใกล้กับศูนย์การค้า เอสพลานาส รัชดา  

 

ก่อนจบการพูดคุยกันวันนั้น คุณโอเปิลปิดท้ายด้วยแนวคิดการทำห้องสมุดและธุรกิจควบคู่ไปด้วยอย่างน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว 

 

"เราควรจะมีห้องสมุดที่กระจายไปตามจุดต่างๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมาจากรัฐบาลเสมอไป อย่างหนูก็ทำกิจการไป ข้างบนก็

เปิดเป็นห้องสมุด ข้างล่างอาจจะขายอะไรก็ได้ แล้วแต่เจ้าของจะชอบ เช่น ถ้าทำสปา ข้างบนเป็นห้องสมุดสุขภาพความงามไป 

หรือ ที่บ้านเป็นบริษัทตกแต่ง ข้างบนเป็นห้องสมุดเกี่ยวกับการออกแบบก็ได้นะคะ "

 

 

บทสรุป : ในอนาคตเราน่าจะได้เห็นสังคมไทยมี "ห้องสมุดเล็กๆกระจายไปตามจุดต่างๆ" มากยิ่งขึ้น และ เรื่องราวของ 

พิมภรากร นิยมานนท์ กับห้องสมุด Book Garden น่าจะเป็นเรื่องที่จุดประกายให้อีกหลายคนหันมาสนใจทำธุรกิจและห้องสมุด

ควบคู่ไปด้วย คิดว่าเรื่องนี่คงเป็นอีกตัวอย่างที่ดีของ การทำสิ่งเล็กๆบนหนทางที่ยิ่งใหญ่ ให้กับสังคมไทย

 

 

 

ปล. ภาพ "บรรณารักษ์ " ของคุณเปิลคือใคร ?

 

"คิดถึงผู้หญิงสูงอายุ ใส่แว่น เจ้าระเบียบ ดุ เป็นคนที่สะอาดมากๆ ซึ่งจริงๆ ตอนนี้คงเปลี่ยนไปเยอะแล้วแต่ที่นึกเป็นภาพความ

ทรงจำในวัยเด็กมากกว่าค่ะ " 

"อาชีพบรรณารักษ์ น่ารักดี แต่หนูไม่แน่ใจว่ามีคนเข้าใจคนอาชีพนี้เท่าไหร่ อยากให้ภาพบรรณารักษ์เป็น บรรณาน่ารัก แล้วก็

จริงๆรู้สึกว่าอาชีพนี้เป็นความจำเป็นกับห้องสมุด ทำอย่างไรให้คนอยากเรียนสาขานี้ และ เปลี่ยนภาพลักษณ์ให้เป็นบรรณารักษ์

ยุคใหม่  "

 

ที่มา : librarian magazine