บ่ายวันเสาร์ที่อากาศร้อนระอุ ท่ามกลางความตึงเครียดของพวกเราในระยะเวลาที่กระชั้นชิดเข้ามาทุกทีกับการส่งต้นฉบับ ใครคนหนึ่งในกลุ่มหาเรื่องทำแก้เซ็ง โดยไปถามเพื่อนๆ เยาวชน ในงาน Smart Sat ว่า

 

“น้องครับ คปค. เท่าที่น้องรู้มันย่อมาจากอะไรครับ ”

 

“คะน้าปลาเค็มครับ”

 

แป่ว... คำตอบที่ได้รับทำให้ฉันทำหน้าหนักบุญขึ้นทันที เสียงฮาครืน หัวเราะท้องขัดท้องแข็งจากเพื่อนๆ ตามมาสำทับ เพื่อนในกลุ่มอีกคนเสนอให้ลองอีกคำถามหนึ่ง

 

“ถ้าเลือกได้หนูอยากให้ใครเป็นนายก”

 

และคำถามนี้เอง นำมาซึ่งหนึ่งคำตอบที่เราต่างก็คาดไม่ถึง

 

“ถ้าเลือกได้ ผมอยากให้มีแต่ในหลวง ไม่อยากได้นายก มีนายกแล้วคนทะเลาะกัน แต่ในหลวงทำให้คนดีกัน ผมอยากให้ประเทศเรามีแต่ในหลวงเพียงพระองค์เดียวก็พอแล้ว”

 

คำตอบนี้แฝงนัยยะให้เราคิดอะไรต่อได้หลายอย่าง แต่ไม่ว่าอย่างไร วันนี้เราก็ได้มีนายกรัฐมนตรีคนที่ยี่สิบสี่ของประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย เราต่างก็หวังว่าจะไม่มีการแตกแยกของพี่น้องชาวไทย เราต่างหวังที่จะไม่เห็นการนองเลือด การสูญเสีย และการเอาชนะห้ำหั่นทางการเมืองอีก เราเชื่อว่าคนไทยทุกผู้ทุกคนรักสงบและรักสันติ เพราะเรามีศูนย์รวมใจไทยทั้งชาติเป็นหนึ่งเดียวกันซึ่งนั่นก็คือ องค์พระมหากษัตริย์ หากใครยังคิดห้ำหั่นเชือดเฉือนเอาชนะคะคานทางการเมืองอยู่ ฉันอยากให้เขานึกถึงคำของพ่อคำหนึ่ง และหวังว่าเมื่อเขานึกได้แล้ว จะหยุดความคิดนั้นโดยพลัน

 

 

“..........เพียงแต่หวังว่าจะต้องเอาชนะ แล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาชน เฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่า เฉพาะในกรุงเทพมหานครเสียหายไป ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด แล้วก็จะมีประโยชน์อะไรที่จะทนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองซากปรักหักพัง..........”

 

 

พระราชดำรัสที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานแก่ พลเอกสุจินดา คราประยูร และพลตรีจำลอง ศรีเมือง เมื่อ วันพุธที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๕