"อีกครั้ง"
เรียบเรียงไม่ถูกจริงๆว่าหลังจากอาการป่วยไข้ผ่านพ้นไปมี
อะไรเกิดขึ้นบ้าง เพราะมันมากมายจริงๆ ตั้งแต่งานกาดหลู่
เทศกาลดับไฟเทียนเข้าพรรษา มาเรื่อยจนงานลอยกระทง ลอยยี่เป็ง
และเทศกาลหนังเมืองปาย ระหว่างนั้น ฉันได้ร้านใหม่พอดี มันเป็นบ้านว่างๆ
ตัวบ้านไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่าต้นไม้ไร้ชื่อที่ดูมีอายุร่วมๆ70ปีริมถนน
กับศาลาเล็กๆ ที่เหมือนว่ามันกำลังรอใครสักคนอยู่
ขณะที่บ้านหลับฝันดีที่ฉันใช้เป็นที่ซุกหัวนอนแขกเยอะทุกวัน
แม้พี่ปานเจ้าของบ้านจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่ฉันก็เกรงใจแทบแย่
อยู่บ้านพี่ปานมาฟรีๆถึงสามเดือนเต็ม หรือนี่จะถึงเวลาขยับขยายซะแล้ว
โทรไปถามราคาบ้านแล้วค่อยโล่งใจ 3500 บาทต่อเดือน ไม่ถูกและไม่แพง
แต่แอบแง้มกระเป๋าเงินดู มีเงินแค่500บาท
บูธขายกาแฟเล็กๆในเมืองไปได้ไม่สวยเท่าไหร่
เพราะมีร้านขายเครื่องดื่มมากมายเหลือเกิน
แถมร้านเราก็ดันแอบมุมอยู่ในซอยอีก
โทรไปถามพี่จู้ที่เป็นคนป้อนงานสารคดีให้ว่าเงินจากงานเขียนจะออกเมื่อไหร่
พี่จู้ก็ยังไม่รู้อยู่ดี และพี่จู้ก็ไม่มีให้ยืม แง…
หันไปทางไหนก็ไม่เจอใครที่จะยืมตังได้ เลยหันไปหาเบนนี่ ถามว่า “เบนนี่
มีเงินให้พี่ยืมสักสามพันห้าไหม” เบนนี่เอาขาหลังเกาหู
แล้วคาบแครอทมานั่งแทะเล่นสบายใจ -*-
เย็นวันหนึ่งหลังจากนั่งเอาขาหน้าก่ายหน้าผาก ป้าเจ้าของบ้านโทรมา
บอก
ว่า บ้านที่หนูถามไว้ ตกลงจะเอาไหม วันนี้มีคนมาถามป้าเหมือนกัน
แต่ป้าจะถามหนูก่อนว่ายังไง ได้แต่ตอบไปว่า ขอตัดสินใจสักวันสองวันนะคะ
พี่เตี๊ยมคงเห็นเราเอาขาหน้าวุ่นวายกับหน้าผากหลายวันแล้ว
จึงเอ่ยขึ้น
พร้อมกับในมือคีบยาเส้นอยู่ “เฮ้ย ไอ้เปิ้ล
บ้านหลังนั้นถ้าเอ็งจะเอาก็ไปเอานะ ทำเลโอเค ทำร้านได้
ออกไปนอกเมืองไม่ไกลเลย ชักช้าเดี๋ยวก็โดนตัดหน้าอีก
กูขี้เกียจลุ้นแล้วว่ามึงจะมีเรื่องซวยอะไรอีก”
น้องฮอลซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆเหมือนจะอ่านใจเราออก
“หรือว่าเปิ้ลไม่มีเงิน ถ้าไม่มีเอาที่เราก่อนก็ได้ ป้าเขาให้จ่ายล่วงหน้ากี่เดือนไปคุยกับเขาดู”
“หนูไปคุยมาแล้ว ป้าให้จ่ายล่วงหน้าสองเดือน แต่บอกป้าไปว่าไม่ค่อยมีเงิน ป้าเลยบอกให้เอาแค่เดือนเดียวเข้าอยู่ได้ทันที”
  
 ฉันได้บ้านใหม่ที่ปายสมใจ โดยความช่วยเหลือของพี่เตี๊ยมเรื่องเงิน
พี่แซงค์กับพี่วรรณเจ้าของบูธที่ฉันเช่าขายกาแฟหน้าวัดป่าขามกุลีกุจอจัดการ
ช่วยเรื่องขนย้าย สมบัติบ้าที่ขนมาจากกรุงเทพฯ ใช้ตกแต่งร้านได้ดี
ฉันหมดเงินค่าทาสีบ้าน กับค่าทำเคาท์เตอร์ ทำไฟ ทำก๊อกน้ำ
และซ่อมแซมบ่อปลา โอย จำไม่ได้แล้วล่ะว่าเท่าไหร่
รู้แต่ว่าซึ้งถึงคำว่าน้ำพักน้ำแรงอีกครั้ง
เมื่อถึงวันที่มีเงินแค่สองร้อย แล้วต้องตัดสินใจว่าจะซื้ออะไร ระหว่าง
สายไฟ หรือหลอดไฟ แปรงทาสี หรือสี เพราะของทุกอย่างต้องทยอยซื้อทีละชิ้น
ถ้าใช้เงินหมด วันนั้นจะไม่มีเงินกินข้าว
 และซื้อกาแฟไว้ขาย
ฉันซื้อนมทีละกระป๋อง กาแฟทีละถุง น้ำตาลทีละโล
เจ้าของร้านถามว่าทำไมไม่เอายกโหล ถูกว่า
ฉันได้แต่ยิ้มแหยๆบอกว่าถ้าซื้อทีละเยอะๆหนูก็ไม่ได้มาร้านพี่บ่อยๆสิ
ปล่าวหรอกค่ะ จริงๆหนูไม่มีตัง
พี่เจ้าของร้านอ้อยมินิมาร์ทก็ยิ้มแล้วบอกว่าสู้ๆนะ
ขยันแบบนี้ไม่นานก็จะรวย สาธุ สมพรปากค่ะพี่
ที่บ้านใหม่ตอนกลางคืนเงียบมากๆ ไม่มีคนเลย
จึงตัดสินใจเอาสมุดโน๊ตที่ติดมาจากร้านเก่า ไปวางขายในเมืองตรงถนนคนเดิน
“อุ๊ย สมุดโน๊ตสวยจัง ว้า..ไม่เห็นมีคำว่าปายเลย”
เป็น
อย่างนี้แทบทุกคน ฉันจึงขายสมุดโน๊ตได้วันละร้อยกว่าบาท
ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
นักท่องเที่ยวจะซื้ออะไรก็ได้ขอให้มีคำว่าปายเป็นพอ 555