update : ชีวิตที่ปายตอนที่ 10 : "หญิงสาวที่พระเจ้าลืมส่งคนรักมาให้"

28 กันยายน 2551

ฉันไม่รู้ว่าตอนที่พ่อเลือกที่จะมีผู้หญิงอื่นนอกจากแม่นั้น พ่อให้เหตุผลว่า “เข้ากันไม่ได้” หรือเปล่า แต่สำหรับฉันในตอนนี้เหตุผลมากมายก็ไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว เพราะมันได้ผ่านพ้นและจบสิ้นลง บางทีมันอาจจบตั้งแต่วันที่เขาไม่ได้กอดหรือปลอบเราให้หยุดร้องไห้ในคืนนั้นด้วยซ้ำไป เราต่างหากที่ยังเจ็บไม่จบ เราต่างหากที่ไม่ได้ปลดปล่อยตัวเองจากความผิดหวัง ความรักให้อภัยเราแล้ว แล้วเราให้อภัยตัวเองหรือยัง…(อ่านต่อ)

    ระหว่างที่นั่งดูพี่เตี๊ยมกับน้องฮอลล์แฟนสาว ช่วยกันสร้างบ้านและห้องสมุดเล็กๆ ฉันรู้สึกได้ว่าโลกรอบๆตัวฉันเป็นสีชมพู จะมีสักกี่คู่ที่สามารถเรียนรู้ที่จะอยู่ในความต่างได้อย่างลงตัว อย่างสองคนนี้ ตลอดเวลาฉันได้ยินเขาถกเถียงกันเรื่องบ้าน เนื่องจากความชอบส่วนตัวอาจไม่ตรงกัน แต่ท้ายที่สุด ทั้งคู่ก็เลือกที่จะพบกันครึ่งทาง ผลัดกันยอมรับในความคิดเห็นของอีกฝ่าย หรือนี่คือสันติวิธีที่ทำให้ไม่มีสงคราม 

    มากาด้า กับมาร์ติน เป็นอีกคู่รักที่ฉันรู้จักที่นี่ ทั้งสองเป็นชาวเยอรมัน มากาดาอายุเท่าฉัน (2Cool ส่วนมาร์ตินแก่กว่า 2 ปี ทั้งคู่ออกเดินทางเพื่อหาช่วงเวลาที่จะมีความทรงจำดีๆร่วมกัน โดยเลือกที่จะมาประเทศไทย เพราะห้าปีที่แล้วเพื่อนของมากาด้าหอบเป้มาตลุยแล้วกลับไปโม้ให้ฟังมากมายว่า เมืองไทยโคตรจะวิเศษ อากาศดี ธรรมชาติสวยงาม ผู้คนเป็นมิตรยิ้มแย้มแจ่มใส ค่าครองชีพถูก บลาๆๆๆ ทำให้มากาด้าตาโต และตั้งใจที่จะหอบผ้าตามมาเที่ยวบ้าง ฉันถามมากาด้าว่าแล้วพอมาเจอรู้สึกยังไง 

“มันดีมากๆเลยโอเปิ้ล ถึงแม้ว่าแดดที่นี่จะทำให้ผิวของฉันไหม้เกรียม และพ่อค้าแม่ค้าบางคนจะแอบคิดราคาสินค้าเกินกว่าป้ายที่เขียนไว้ แต่ฉันก็ประทับใจนะ” ฉันไม่แน่ใจว่ามากาด้าชมหรือว่าหลอกด่า แต่สรุปแล้วเธอก็บอกว่า เรื่องราคาที่ชาร์จนักท่องเที่ยวเธอมองเป็นเรื่องตลกมากกว่า ไม่เป็นไร ถือว่าอุดหนุนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ฉันบอกว่าเธอเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีมากๆ ไม่แปลกใจเลยที่มาร์ตินจะหลงรักเธอ มากาด้ายิ้มขวยเขิน นานๆจะเห็นฝรั่งเขินกับเขาสักที เลยไม่รู้จะบรรยายยังไงให้เห็นภาพ เธอเปิด Google map ให้ฉันดูบริเวณบ้านของเธอที่ Bremen แล้วให้ฉันลองเปิดบ้านตัวเองที่กรุงเทพฯให้ดูบ้าง ฉันเลือกที่จะเปิดแผนที่บริเวณร้าน Book Garden ตรงเสนา มากาด้าบอกว่า บ้านนะโอเปิ้ล ไม่ใช่ร้าน ฉันตอบว่า Book Garden คือบ้านของฉันมากาด้า 
มากาด้าส่ายหน้า “โอเปิ้ลเธอคงจะรักร้านของเธอมาก ฉันได้กินกาแฟที่เธอชงให้ และเห็นว่าเธอตั้งใจมากๆ ในกาแฟแต่ละแก้ว ที่ชงให้ทุกคน ไม่เข้าใจเลยว่ากาแฟที่อร่อยและสวยงามอย่างนั้นทำไมทำให้ร้านของเธอเจ๊ง และไม่เข้าใจหรอกนะ ว่าทำไมผู้หญิงที่น่ารักอย่างเธอถึงต้องอกหัก แต่ฉันหวังว่าต่อไปนี้ชีวิตของเธอจะโชคดีนะ” 
(จริงๆมากาด้าพูดยาวกว่านี้มาก แต่ฉันแปลไม่ออก ได้แต่ทำตาวาวๆพยักหน้าเหมือนว่าเข้าใจทั้งหมด)

    ฉันบอกมากาด้าว่าเราทุกคนต่างมีข้อดีข้อเสียกันทั้งนั้น ไม่ใช่ไม่รู้ว่าตัวเองมีข้อเสียอะไร แต่ฉันเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่เราจะมัวเสียใจที่ตัวเองเป็นคนแบบนั้น ฉันสัญญากับตัวเองไว้ว่าจะปรับปรุงข้อเสียของตัวเอง เผื่อว่าพระเจ้าจะไม่ลืมส่งคนรักมาให้อีกในชาติหน้า มากาด้าทำหน้างง เพราะฉันพูดอังกฤษได้เหี้ยมาก เราจบการสนทนาเพียงแค่นั้น เธอวิ่งไปหยิบลิปมันมาให้ฉันแท่งหนึ่งเพราะเห็นว่าปากของฉันแห้ง แตก และลอกเป็นขุย 
“ฉันว่ามันจะทำให้ปากของเธอดีขึ้น”

    ลิปสติกของมากาด้าทาดีจริงๆ เพราะเพียงคืนเดียว ริมฝีปากของฉันก็กลับมาเป็นปกติ ฉันถามว่ามีลิปสติกที่ทาแล้วไม่ปากหมาไหม มากาด้าทำหน้างง อะเกน แอนด์อะเกน
ถึงแม้ว่าฉันจะเพิ่งสูญสิ้นศรัทธาในคนรักไป แต่ก็ใช่จะหมดศรัทธากับความรักไปด้วย การเจอคนรักที่เฮงซวยใช่จะทำให้เราเจอความรักห่วยแตกซะเมื่อไหร่ เหมือนกับว่าแม้จะเป็นประสบการณ์ที่แย่ แต่กลับประทับใจ

ปล. โอเปิ้ลเจอกระเป๋าตังแล้ว เนื่องจากวันแรกๆที่มาถึง โอเปิ้ลกังวลและสับสนกับชีวิตมาก กลัวจะอดตายที่นี่ เลยเอากระเป๋าตังม้วนใส่ผ้าเช็ดตัวแล้วยัดไว้ในตู้เสื้อผ้า สุดท้ายก็ลืมว่าทำอะไรไปบ้างในวันนั้น  -*-