นั่นอาจเป็นเหตุผลแรก และเหตุผลเดียว ที่ทำให้ฉันตัดสินใจเดินออกจากชีวิตอันแสนสงบ เรียบง่าย และเกือบจะงดงามในเส้นทางของสาวออฟฟิส นำเงินที่มีทั้งหมดของตัวเอง และแบกหน้าด้านๆเร่ขอยืมเงินเพื่อนทั้งสนิทและไม่สนิท หัวใจฉันพองโตเป็นไดโนเสาร์ชุบแป้งทอด เมื่อวันที่ได้มายืนอยู่ในร้านหนังสือเล็กๆ ฉันเป็นเจ้าของร้าน !!!
ความฝันที่จะมีกิจการเป็นของตัวเองเดินทางมาถึงอย่างรวดเร็ว หนึ่งเดือนผ่านไป ฉันค้นพบความจริงของโลกธุรกิจ เงินเท่านั้นที่ทำให้โลกใบนี้หมุนไปข้างหน้า ในขณะที่ฉันไม่มีอะไรเลย.... ไม่มีหลักทรัพย์ ไม่มีเงินเดือน ไม่มีญาติให้ยืม เพื่อนสนิทถูกเลื่อนตำแหน่งอวยยศเป็นเจ้าหนี้กิติมศักดิ์ไปแล้วเรียบร้อย สำนักพิมพ์ต่างๆส่งคนมาวางบิล
ในตู้จดหมายหน้าร้านไม่มีข่าวคราวความคิดถึงจากใครนอกจากใบแจ้งหนี้ นอกจากหนี้แล้ว ฉันไม่เหลืออะไร หนี้สินเปิดประตูมาทักทายฉัน นั่งข้างๆฉัน และนั่งบนหัวโตๆของฉันในที่สุด.....
แต่ความดื้อรั้นไม่เคยทิ้งคราบไปจากฉัน
รุ่งขึ้น ฉันหยิบกระดาษเอสี่(ใช้กระดาษรีไซเคิลที่จิ๊กมาจากที่ทำงานเก่า) เขียนข้อความบนกระดาษแผ่นนั้นว่า "ห้องสมุดประชาชน จัดตั้งเพือประชาชน เปิดบริการฟรีสำหรับทุกคน"
ลูกค้าเดินเข้าร้านมาถามว่า ไหนห้องสมุด ไม่เห็นมีอะไรเลย ไหนดัชนีหนังสือ ไหนบรรณารักษ์ นี่มันร้านหนังสือกับร้านกาแฟนี่ ฉันยิ้มกินหมากหนึ่งคำไม่ตอบอะไรส่ายหัว 555 ฉันยืนยันว่าที่นี่เป็นห้องสมุด ฉันหยิบกระดาษขึ้นมาอีกหนึ่งแผ่นเขียนว่า "รับบริจาคหนังสือ" หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ชั้นหนังสือที่เคยว่างเปล่า กลับมามีหนังสือวางอยู่เต็มจากทั่วสารทิศ
และสองสัปดาห์ต่อมา รายการชีวิตไม่สิ้นหวังติดต่อขอนำเรื่องราวห้องสมุดออกอากาศ จากนั้น ผู้คนนำหนังสือมาบริจาคมากมาย มีจดหมายเขียนมาให้กำลังใจ และส่งหนังสือบริจาคทางไปรษณีย์ มันเป็นสัญญาณบางอย่างที่กำลังบอกฉันว่า Book Garden ไม่ใช่ร้านของฉันเพียงคนเดียวอีกต่อไป ร้านนี้ไม่ได้เป็นเพียงความฝันของฉัน แต่มันเป็นเศษเสี้ยวความฝันของอีกหลายคน ซึ่งฉันมีหน้าที่ต้องหลอมรวมมันไว้ด้วยกัน
แต่อุปสรรค ก็เข้ามาเพื่อพิสูจน์เรามากขึ้นเรื่อยๆ สำนักพิมพ์บางแห่งปฎิเสธที่จะวางหนังสือในร้าน ด้วยเหตุผลว่า Book Garden ให้บริการยืมหนังสือ ซึ่งตามหลักการแล้ว ธุรกิจร้านหนังสือ และร้านเช่าหนังสือเป็นอะไรที่ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง แม้ฉันจะพยายามชักแม่น้ำแยงซีเกียง ฮวงโห คงคา เจ้าพระยา ป่าสัก มาชี้แจงถึงอุดมการณ์ของร้านแล้วก็ตาม
ไม่เป็นไร ฉันบอกตัวเองอย่างนั้น แม้ว่าสำนักพิมพ์ จะส่งคนมาเก็บหนังสือออกไปจากร้าน
ไม่เป็นไร ฉันบอกตัวเองอย่างนั้น แม้ว่า การขายสมาชิกจะเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะลูกค้ามองว่าหนังสือในร้านเรายังไม่มากพอจะเป็นห้องสมุด
ไม่เป็นไร ฉันบอกตัวเองอย่างนั้น แม้ว่า จะเอาเงินที่ขายกาแฟได้ ไปกว้านซื้อหนังสือราคาถูกเข้าร้าน จนไม่มีเงินจ่ายค่าเมล็ดกาแฟ
ไม่เป็นไร ฉันบอกตัวเองอย่างนั้น แม้ว่า ฉันยังไม่ได้จ่ายค่าเช่าตึกเป้นเวลาสามเดือน
ไม่เป็นไร แม้ว่าพรุ่งนี้เขาจะมาตัดไฟ ไม่เป็นไร แม้ว่ามิเตอร์น้ำจะถูกถอดออกไปแล้วเมื่อเช้านี้.........
ไม่เป็นไร ...ไม่เป็นไร ใช่ ฉันต้องไม่เป็นไร
ฉันใช้วิธีประนอมหนี้สิน ด้วยหนทางสากล คือ ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย เจ้าหนี้หลายรายเข้าใจ และมีทั้งจำเป็นต้องเข้าใจ
ฉันโยนโลกเก่าๆที่เคยมี เคยเป็นทิ้งไป ชีวิตมีแต่คำว่า Book Garden ทุกลมหายใจเข้าออก รายได้จากการขายกาแฟเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถควบคุมรายจ่ายในแต่ละเดือนได้ทั้งหมด อาหารเมนูต่างๆจึงตามมา
เราแก้ไขปัจจัยทุกอย่างที่เรา (คิดว่า) เราควบคุมได้ แต่แล้ววันที่ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ก็เดินทางมาถึง "ฝน" ฝนเดินมาหาเรา ทำความรู้จักและสนิทสนมกันหลังจากที่เรากับหนี้สินกลมเกลียวกันอยู่ดีๆ ฝนมาหาเราทุกวัน และบางวันฝนก็อยู่กับเราทั้งวัน ยามที่ฝนจากไป ยังทิ้งงานให้เราทำอีกมากมาย หน้าร้านที่นองเฉอะแฉะ ท่อระบายน้ำหลังร้านที่เอ่อล้น หรือแม้แต่ครัวที่เละระเนระนาด เพราะไม่มีหลังคากำบัง บางวันที่อยุ่ร้านคนเดียว เราเก้บหนังสือไม่ทัน หนังสือก็เปียก เรากับฝนอยุ่ด้วยกันสามเดือนเต็ม(หรืออาจจะมากกว่านั้น)ฝนไม่รู้เลยว่าเราอึดอัด ฝนทำเราลำบาก เราอยากแยกทางกับฝน แต่ก็ทำไม่ได้ ธรรมชาติซื่อตรงเกินกว่าจะจากเราไปหากยังไม่ถึงเวลา แล้ววันหนึ่ง ฉันก็สติแตก นั่งร้องไห้โฮกลางร้าน ฉันเหนื่อย ฉันเครียด ฉันท้อ นอกจากหนี้สิน และฝนแล้ว ฉันมีเพียงเบนนี่กับมณีจันทร์เท่านั้นที่อยู่ใกล้ๆ
ลูกค้าคนหนึ่งเดินเข้าร้าน ในขณะที่ฉันน้ำตานองหน้า น้ำมูกน้ำลายไหลย้อย เขายืนดูฉันร้องไห้อย่างงงๆ มองไปรอบๆร้าน เก้าอี้ทุกตัวที่ว่างเปล่าคงเป็นคำตอบได้ดี "ร้องเถอะครับ ร้องมันออกมา ถ้าร้องเสร็จแล้ว ผมขอคาปูเย็นแก้วนึง ไม่หวาน ใส่น้ำตาลได้ แต่น้ำตาอย่าใส่มานะครับ"
ธรรมชาติ เดินทางและทำหน้าที่ของมัน ในขณะที่ฉันก้ทำหน้าที่ของตัวเอง ห้องสมุด เดินทางผ่านเดือนแต่ละเดือนอย่างหวุดหวิด หนี้สินของฉันแม้จะยังไม่หมดไป แต่ก็เบาบางและจางลง ฉันค้นพบอะไรมากมายระหว่างทางเหล่านั้น ในขณะที่ฉันยื่นมือให้อะไรใครไป ฉันไม่เคยได้มือเปล่ากลับมา
- 162 reads
Sun, 08/31/2008 - 21:20
ผมว่าผมพอเข้าใจความรู้สึกของ การไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย กับคำว่า "ไม่เป็นไร"
ผมชอบนะ แต่ผมจำหลายละเลียดแล้วเขียนออกมาได้อย่างคุณ
Post new comment