ฉันไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นัก ว่ารู้จักปายดีแค่ไหน
หากเปรียบปายเป็นผู้คน กับบางคน…ที่เราอยู่ร่วมด้วยมาทั้งชีวิต
ยังรู้สึกว่าไม่รู้จักกัน
หากแต่บางคน…เพียงพบหน้ากันไม่กี่ครั้ง มีช่วงเวลาดีๆร่วมกันไม่กี่หน กลับรู้สึกคุ้นเคย ผูกพันยิ่งกว่า
และเมืองเล็กๆแห่งนี้เอง กลับมีความงดงามอย่างประหลาด มันไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวด้วยตัวของสถานที่เพียงเท่านั้น
แต่ปายถ่ายทอดความงดงามผ่านผู้คน ผ่านวิถีชีวิต ทั้งของคนท้องถิ่น นักท่องเที่ยว นักเดินทาง หรือผู้แสวงหาความหมายของการมีชีวิตอยู่
นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้น ที่ปายมีเรื่องราวให้ผู้คนกล่าวถึงไม่รู้จบ
คงเคยได้ยินเรื่องชาวไทยใหญ่ที่อพยพหนีสงคราม มาตั้งรกรากใหม่
แถวๆหมู่บ้านเวียงเหนือ ซึ่ง อยู่ทางทิศเหนือของตัวอำเภอปายในปัจจุบัน
วันนี้เราจึงฉายภาพของเมืองปายอีกมุมที่หลายคนอาจจะลืมมองกันไปบ้างผ่านวัฒณธรรมและประเพณีพื้นเมืองของที่นี่
ชาวไทยใหญ่เป็นสาขาหนึ่งของชนชาติไต อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของจีน,รัฐอัสสัมของอินเดีย, พม่าทางตอนเหนือ,รัฐฉาน และทางภาคเหนือของไทย
คนไทยใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรมและใช้ชีวิตแบบชนบท
เราจึงได้เห็นการดำเนินชีวิตแบบใกล้ชิดธรรมชาติ และ
มีเอกลักษณ์การแต่งกายที่สวยงาม เป็นแบบฉบับของตนเอง
ผู้ชายจะสวมกางเกงหลวม ๆ ตามสบายแบบกางเกงจีนเรียกว่า ก๋นห่งโย่ง
ส่วมเสื้อเรียกว่าเสื้อ ส่วนมากทำด้วยผ้าที่ทอจาก กุ๋ย สำลี
ชาวไทยใหญ่เรียกว่าผ้าหวั้น หือผ้าฝ้าย สวมผ้าโพกหัว ซึ่งเรียกว่า เคนหัว
และชอบสวมหมวกที่ทำจากกาบไม้ไผ่ เรียกว่ากุ๊บกาบหรือกุ๊บไต
บางภาคก็สวมใส่กุ๊บเพิงคือหมวกทำด้วยฟาง ประเพณีวัฒนธรรมส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากพระพุทธศาสนา
เพราะฉนั้น งานประเพณีประจำปีใหญ่ๆ จึงเกี่ยวข้องกับวันสำคัญของศาสนา และมีวัดเป็นศูนย์กลางของการจัดกิจกรรม
หลายครั้งที่นักท่องเที่ยวตั้งคำถาม
ว่าวัดที่ปายมีอะไรดี คนถึงชอบไปกัน ฉันตอบว่า
มีดีของแต่ละคนตีความต่างกัน บางคนให้คุณค่ากับสิ่งปลูกสร้าง
วัดนั้นก็อาจจะมีดีที่มีบริเวณกว้างขวางใหญ่โต มีพระอุโบสถที่หรูหรา
หากให้คุณค่ากับงานศิลปะ วัดนั้นก็อาจจะมีดีที่มีสถาปัตยกรรมงดงาม ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังอลังการ หรือช่อฟ้าใบระกาหางหงษ์วิจิตรพิศดาร
หากให้คุณค่าที่นักบวช วัดนั้นก็อาจจะมีดีตรงที่มีเกจิอาจารย์ชื่อดัง
ให้ศีลให้พร ดูหมอ หรือให้หวยเก่งๆ
และหากคุณให้คุณค่าที่ความสงบของจิตใจที่ได้เข้าวัด
วัดเหล่านั้นก็ไม่จำเป็นต้องมีอะไรอย่างที่กล่าวเลย วัดในอำเภอปาย
จึงเป็นวัดที่เรียบๆ ง่ายๆ มีศิลปกรรมแบบไทยใหญ่ให้ได้ศึกษา
และมีมุมเหมาะสำหรับผู้มาค้นหาความสงบและความหมายของคุณค่าในจิตใจ
ที่นักท่องเที่ยวบางคนโยนมันทิ้งไว้ข้างทาง
ใครที่มาทีไรก็ไม่เคยได้เจอได้เห็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
อาจเป็นเพราะไม่ได้มีโอกาสดูข้อมูลมาก่อนหน้า
หรืออาจเป็นเพราะประเพณีเหล่านี้
ไม่ใช่การแสดงมหรสพเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว จึงอาจจะหาชมได้ยาก
ความสวยงามของประเพณีต่างๆในเมืองปาย รอคนมาสัมผัสบรรยากาศตลอดทั้งปี
ในแต่ละฤดูกาล มีเรื่องราวให้บันทึกแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นเดือนก๋ำ
(มกราคม) หลังจากที่เก็บเกี่ยวข้าวในฤดูหนาวแล้ว ชาวบ้านนิยมทำข้าวหลาม
และข้าวปุก ข้าวเหนียวนึ่งตำคลุกงาป่น
แบบที่หลายคนได้ลิ้มชิมรสกันไปบ้างแล้ว บางบ้านก็จะทำไปถวายพระที่วัดด้วย
เดือนกุมภาพันธ์ ไทยใหญ่เรียกเดือนสาม มีเทศกาล งานถวายข้าวหย่ากู้
หรือการบริจาคข้าวเหนียวแดง โดยการนำข้าวเหนียวมานึ่งแล้วคลุกกับน้ำอ้อย
โรยด้วย เนื้อมะพร้าวฝอย ถั่วลิสง นำไปทำบุญที่วัด
และแจกให้ตามบ้านสนิทมิตรสหาย
เดือน
มีนาคมหรือเดือนสี่ เป็นการเริ่มต้นเทศกาลที่สำคัญคือ "เทศกาลปอยส่างลอง"
คือการบวชเณรของชาวไทยใหญ่ ใครที่ชื่นชอบการเก็บภาพงานบุญแล้ว
ถือว่างานนี้ไม่ควรกระพริบตาเลยทีเดียว
เดือนเมษายน มีเทศกาลที่หลายคนเฝ้ารอคอยอย่างสงกรานต์
ที่ไม่ได้มีดีแค่การยกถังน้ำสาดใส่กันเท่านั้น แต่ชาวบ้านจะ
จัดเตรียมข้าวปลาอาหาร และครื่องไทยทานไปทำบุญที่วัด มีพิธีรดน้ำดำหัว
ขอขมาผู้เฒ่าผู้แก่
ใครอยากจะดับร้อนแนะนำมาช่วงนี้ก็จะได้เห็นอีกหนึ่งบรรยากาศของสงกรานต์เมืองปาย
เดือนพฤษภาคม มีเทศกาล "ปอยจ่าตี่" คือประเพณีการขนทรายเข้าวัด เพื่อก่อเจดีย์ทรายในวันวิสาขบูชา และร่วมกันทำบุญที่วัด
เดือนมิถุนายน มีประเพณีเลี้ยงเจ้าเมือง ตามศาลเจ้าเมืองต่างๆ (งานนี้มักจะพบเห็นได้ตามวัดในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน)
เดือน
กรกฏาคม สิงหาคม กันยายน มีงานประเพณี ซึ่งจัดกันตามหมู่บ้าน
และเลี้ยงอาหาคนแก่คนเฒ่า ที่ไปจำศิล ภาวนาอยู่ในวัดในเทศกาลเข้าพรรษา
เดือนตุลาคม มีงานใหญ่ที่หลายคนไม่ควรพลาด เป็นงานประเพณีประจำปี ที่จัดอย่างยิ่งใหญ่เอิกเกริก คือ “งาน
กาดหลู่” ซึ่งมีที่มาคือ สมัย โบราณกาล บ้านเมืองยังไม่เจริญ
ผู้คนไม่มากนัก แต่ละบ้านตั้งอยู่ห่างกัน ไปมาหาสู่กันยังไม่สะดวก
ในอดีตต้องเดินด้วยเท้า และใช้แรงงานสัตว์ กว่าจะถึงบ้านก็มืดค่ำ
และเหนื่อยล้าจากการเดินทาง
จึงเกิดมีตลาดนัดขึ้น ก็คือ กาดหลู่ ก่อนวันออกพรรษา
๒-๓
วัน ผู้เป็นเจ้าของตลาดจะตีฆ้องร้องป่าวประกาศบอกว่าพรุ่งนี้จะเป็นกาดหลู่
ใครมีของอะไรมาขายก็ให้มาตั้งทั้งวันทั้งคืน บางคนก็เก็บดอกไม้
ข้าวตอกทำคัวหลู่ และของอื่นๆ มากมายหลายอย่าง
เช่น ลูกไม้ หัวมัน ขนมสด ขนมเทียน ห่อด้วยใบตอง มาขาย
ชาวบ้านที่อยู่อำเภอไกลออกไปตามชนบทหก็จะเข้ามาหาซื้อของกัน
และพากันเดินมาที่กาดหลู่ ในตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย แห่งเดียว
บ้างก็มาค้างคืน พวกหนุ่มสาวก็มาจีบกันอย่าง สนุกสนานกันทั้งคืน
มีการแสดงอย่างจ๊าดไต
ระบำพื้นเมืองที่สะท้อนความเป็นอัตลักษณ์ของชาวไทยใหญ่ที่หาชมได้ยาก
มีการซื้อข้าวปลาอาหารเพื่อเตรียมไปถวายวัดในวันออกพรรษา พอรุ่งเช้าก็ชวนกันกลับบ้าน เมื่อถึงคืนวัน ๑๔ ค่ำ ก็จะเตรียมแต่งหน้าขนม
ข้าวต้ม ทำข้าวปลาอาหาร เพื่อไปถวายวัดในวัน ๑๕ ค่ำ
บางพวกก็พากันเข้าป่าหาดอกไม้ป่า ใบตองกล้วยมาทำกรวยดอกในวัน ๑๕ ค่ำ
ผู้คนก็จะพากันไปหลู่ตาน ห่ออาหารคาวหวาน ตื่นตีสาม
ตีสี่ไปทานให้ผู้สูงอายุตามบ้านต่างๆ
ผู้เฒ่าผู้แก่ที่อยู่ทางบ้านก็จะแต่งดาข้าวซอมต่อตางจองพาราที่บ้านใครบ้านมัน
เสร็จแล้วแต่งเนื้อแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าพื้นเมืองแบบชาวไทยใหญ่พากันเอาขัน
ข้าวตอกดอกไม้ข้าวปลาอาหาร ของหวาน ที่ซื้อมาจากกาดหลู่ ไปถวายพระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์ และนำเอาไปรวมกันที่วัดจนกองใหญ่โต แล้วก็รับศีล ฟังเทศน์เสร็จแล้วจะกลับบ้าน เป็นเสร็จพิธีกาดหลู่
งานกาดหลู่ในปัจจุบันมีสีสันมากขึ้น เมื่อ ททท. เข้ามาให้ความร่วมมือประชาสัมพันธ์
งาน
ประเพณี แฮนซอมโก่จา คืองานทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
นอกจากนี้ยังมี งานออกหว่า คืองาน ออกพรรษา หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า
งานจองพารา ตอนกลางคืนมีการแห่ จองพารา หรือปราสาทพระ ไปถวายวัด
หรือประดับ บูชาไว้หน้าบ้าน เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ครอบครัว
ในเทศกาลนี้มีการละเล่นและฟ้อนรำ ซึ่งส่วนใหญ่จะฟ้อนรำเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ
เช่น รำนก รำกิ่งกะหล่า(นกในนิยายเก่าแก่คนไต คล้ายกับกินรีของไทย) ก้าโต
(รำสิงโตหรือเชิดสิงโต)างซอมต่อโหลง คืองานถวายข้าวมธุปยาส
สำหรับคนที่ชอบเที่ยวงานประเพณีเพื่อศึกษาเรื่องราวของวัฒนธรรมท้องถิ่นในเมืองปาย
ไม่ควรพลาดประเพณีของชาวไทยใหญ่แบบขนานแท้และดั้งเดิม
การรู้จักปายผ่านสื่อที่แตกต่างกัน ก็อาจทำให้ความหมายของการค้นหา หรือค้นพบ
อะไรหลายๆอย่างในปายต่างกันออกไป แต่ศิลปะของความต่างนั้น
อยู่ที่การหลอมรวมมันได้อย่างลงตัว ยอมรับ
และอยู่ร่วมกับความแตกต่างอย่างสันติ
ความเป็นปายมีเสน่ห์ตรงที่สามารถผสมผสานเอาวัฒณธรรมหลายอย่างไว้ในพื้นที่
เดียวกันได้อย่างกลมกลืน
แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่สิ้นสูญความเป็นขนบแท้ๆและดั้งเดิม
เมืองปายจึงมีผู้คนหลากหลายจากร้อยๆที่มา อยู่รวมกัน แบ่งปัน
และเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เป็นภาพของวัฒนธรรมผสมที่หาดูได้ยากในเมืองอื่น
คงไม่สำคัญหรอกว่า คนที่ปายจะย้ายมาจากที่ใด แต่คนเมืองปายจะอยู่
และดูแลเมืองปายอย่างไรนั่นสำคัญยิ่งกว่า
พื้นเพในอดีตไม่ใช่ตัวแปร ถ้ารู้ว่าหน้าที่ของตนนั้นคือผู้มาอยู่ มิใช่เพียงผู้มาเยือน
ต้องรู้จักเคารพผู้คนเคารพสถานที่
หาก
คุณนักท่องเที่ยวลองเงยหน้าขึ้นจากการก้มหน้าก้มตาเขียนโปสการ์ดหาตัวเอง
ถ่ายรูปกับหลักกิโล ชูสองนิ้วบนสะพานไม้ไผ่
หรือยืนพิงตู้ไปรษณีย์แล้วล่ะก็
คุณอาจค้นพบความหมายของการมาปายมากขึ้นกว่าเดิม
และสามารถที่จะกลับไปบอกเล่าถึงความ “มีอะไร” ที่ปายซุกซ่อนอยู่ก็ได้ เพราะเสน่ห์ของปายอย่างหนึ่งคือความสงบ เรียบง่าย หากทว่างดงาม
วันและวัยของปายที่เติบโตขึ้น มันทำให้หลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
บางสิ่งอาจจะวางผิดที่ผิดทาง
จึงไม่แปลกที่ปายจะถูกติฉินนินทาจากผู้มาเยือนว่าปายเปลี่ยนไป ก็ไม่มีใคร
มีปัญญาไปหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลง ที่หมุนไปตามแรงโน้มถ่วงของโลกได้
แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรตระหนักน่าจะเป็นเรื่องของการ กำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงและอยู่ร่วมกับความเปลี่ยนแปลงอย่างสันติสุข
และคุณ…
มีเวลาทั้งชีวิต….
ที่จะทำความรู้จักกับปาย
ขอบคุณข้อมูล จากโรงเรียนชุมชนบ้านเมืองปอน สำหรับปฏิทินกิจกรรมไทยใหญ่
ข้อมูลจากเว็บไซต์ไทยใหญ่
มูลนิธิกระจกเงา
และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
----------------------------------------------
พิมภรากร นิยมานนท์
- 633 reads
Post new comment