สี่ทุ่มครึ่งของคืนวันที่27ธันวาคม 2547

 

นางสาวพิม ภรากร ยืนเซ่อเอ๋อแดกอยู่หน้าสถานีขนส่งสายใต้เพียงลำพังหลังได้รู้ความจริงจากปากพนักงานเดินรถว่ารถโดยสารไปภูเก็ตหมดสามทุ่มครึ่ง

 

(เวร แล้วตอนที่กรูโทรมาถาม ทำไมมันไม่บอกกรูวะ ว่ารถรอบสี่ทุ่มครึ่งวิ่งวันเว้นวันง่ะ)

 

ตีห้าครึ่งของเช้าวันที่28ธันวาคม 2547

 

นางสาวพิม ภรากร นั่งสัปหงกบนรถทัวร์เที่ยวแรกของเช้าวันนั้น ผ่านไปได้ไม่ถึงกี่หมายิ้มก็ต้องงัวเงียตื่นขึ้นมาขยี้ขี้ตาทั้งที่อยากจะหลับต่อ

 

(ให้ตายเถอะ ใครสั่งใครสอนให้นั่งรถริมหน้าต่างข้างที่พระอาทิตย์ขึ้นเนี่ย....)

 

 

สี่โมงเย็นมาถึงอำเภอตะกั่วป่า พังงา โดยสวัสดิภาพพร้อมด้วยความทุลักทุเลพร้อมกับกระเป๋าเป้สองใบ และแล้วการใช้ชีวิตอิสระ กล้าที่จะแตกต่างอย่างวันทูคอลก็สอนให้พิมรู้ว่าโทรศัพท์ที่พกมานั้นนอกจากมันจะเป็นจอขาวดำแล้วความผิดโดยสุจริตอีกข้อของมันก็คือไม่มีสัญญาณเลย

 

และถ้านางสาวพิมภรากร ฉลาดกว่านี้...ก็จะรู้ก่อนว่าหลังเหตุการณ์คลื่นยักษ์ซูนามิถล่มภาคใต้นั้นคลื่นที่ใช้ได้ดีในพื้นที่คือดีแทคไม่ใช่เอไอเอส เดินแบกเป้ปุเลงปุเลงเหลียวหาตู้เอทีเอ็มเพื่อกดเงิน ยังไม่ทันได้กดรหัสครบสี่ตัวเลยไอ้เครื่องบ้าดันยึดบัตรพร้อมกับขึ้นข้อความว่า...ขออภัยค่ะ ขณะนี้

ระบบขัดข้องกรุณาติดต่อธนาคารเจ้าของบัตร...

 

 

"ไม่มีอะไร"....บอกตัวเองว่า ไม่มีอะไร  เดี๋ยวจะมีตัวแทนมาถามหาเราที่สถานีว่ามีใคร

มาเป็นอาสาสมัครไหม

"ไม่มีอะไร" ....... บอกกับตัวเองว่าถึงแม้ตอนนี้เวลาจะผ่านมาจนปาเข้าไปสี่ทุ่มครึ่งแล้ว

เจ้าของร้านอินเตอร์เนทนี่จะให้เราพักที่ร้านได้จนถึงเช้าเพื่อรอให้เราติดต่อใครสัก

คนได้

"ไม่มีอะไร"......บอกกับตัวเองว่าถึงแม้จะโดนไล่ออกมาจากร้านแล้ว แต่น่าจะมีป้อม

ตำรวจแถวนี้บ้างล่ะน่า

"ไม่มีอะไร" .....บอกกับตัวเองอีกครั้งถึงแม้จะหาป้อมตำรวจไม่เจอและยืนหนาวสั่น

หงั่กๆอยู่หน้าตู้โทรศัพท์สาธารณะ (กินตังส์เราไปด้วย) เวร .........อะไรกันนักกัน

หนานี่ฉันตั้งใจมาเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบภัยนะ แล้วไหงกลายมาเป็นผู้

ประสพภัยซะเองเนี่ย

 

 

 

เที่ยงคืนของวันที่29ธันวาคม 2547

 

นางสาวพิม ภรากร ยืนเด่นเป็นสง่าหน้าที่ทำการอำเภอตะกั่วป่าท่ามกลางฝูงชนผู้ประสบภัยจากคลื่นยักษ์ทซึนามิเหลียวซ้ายแลขวา หันไปสบตากับอาสาสมัครจากเยอรมันคนหนึ่ง เขารีบยื่นมือมาช่วยเหลือเราโดยการเอากระดาษแผ่นหนึ่งมาให้กรอก ข้อความในกระดาษมีว่า

เอกสารแจ้งชื่อผู้สูญหายพร้อมใบลงทะเบียนผู้รอดชีวิต

 

เวรแล้ว.........กรูไม่รู้ว้อย เอาไรมาให้กรูเนี่ย เป็นไงเป็นกัน ไหนๆก็ไหน ใช้ชีวิตกับผู้ประสบภัยดูสักคืน

ดีกว่า นอนมันหน้าอำเภอนี่แหละ แล้วคืนแรกของพิมที่ตะกั่วป่าหน้าที่ว่าการอำเภอ ก็ผ่านพ้นไปได้ถ้าคืนนั้นใครผ่านที่หน้าอำเภอจะเห็นเด็กสาวหน้าตาเกือบดีคนหนึ่ง ยืนกอดตุ๊กตาหมีเข้าแถวรอรับข้าวกล่องพร้อมๆผู้ประสบภัยคนอื่นๆ

 

(คงไม่แปลกเท่าไหร่ถ้าเด็กคนนั้นไม่ได้มีสีหน้าเหมือนผู้ประสบภัยคนอื่นๆหากแต่มีใบ

หน้าเปื้อนยิ้มเหมือนคนที่กำลังจะผจญภัยซะมากกว่า)

 

พิมตื่นตั้งแต่ตีห้าเพราะทนยุงกัดไม่ไหว น้ำไม่ได้อาบได้แปรงฟันก็โอเคแล้วล่ะเดินทางออกจากที่ว่าการอำเภอ ตั้งใจว่าจะไปหาอะไรใส่ท้องที่ตลาด ...ไม่น่าเชื่อ!!......เราเจอแล้ว........เซเว่นอิเลฟเว่น ไม่รอช้าในหัวเตรียมนึกทันทีชีสไบท์สอง บิ๊กเปาทรงเครื่องหนึ่งเสริฟพร้อมกับนมสดพาสเจอร์ไรท์สักขวด นี่จะเป็นมื้อเช้ามื้อแรกที่วิเศษที่สุดตั้งแต่เดินทางมาถึงเลยทีเดียว

แต่เมื่อผลักประตูเข้าไปสิ้นเสียงติ๊งต่อง..........อะไรเนี่ย นี่มันขายดีหรือว่าโดนปล้นกันแน่ของเกลี้ยง

ชั้นเลย ทั้งร้านมีพนักงานอยู่คนเดียว สุดท้ายก็ไม่มีของที่อยากจะกินเลย

 

เฮ้อ......เดินจากมาด้วยความผิดหวัง เหลือบไปเห็นรถเข็นขายกาแฟโบราณพร้อมปาท่องโก๋ เอาวะ รอดตายแล้วเรา สั่งนมร้อนมากิน พลางชื่นชมบรรยากาศรอบๆเมืองตะกั่วป่า ตอนเด็กๆที่เคยสงสัยนักหนาว่ากลิ่นศพมันเหม็นขนาดไหนกันนะ ได้ประจักษ์วันนี้เองว่าสุดๆอ่ะ เมืองทั้งเมืองเต็มไปด้วยกลิ่นของความตาย ผู้คนโหรงเหรง ที่ดูวุ่นๆก็เป็นพวกรถจากหน่วยกู้ภัยต่างๆ

ดูเหมือนว่าจะมีศพเข้ามาที่วัดเรื่อยๆไม่ใช่ทีละศพสองศพนะ แต่เป็นทีละคันรถเลย เกิดมาไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อน

 

 

 

 

 

วันแรกที่ไปถึงวัด อาจารย์ไก่บอกว่าต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก ต้องการคนที่มีไหวพริบ คล่องแคล่ว ว่องไว ใจกล้า แก้ปัญหาเป็น เรารีบยกมือเสนอหน้า เอ๊ยเสนอตัวคนแรก ในใจแอบนึกว่า(เอาล่ะ...ไม่เกิดตอนนี้จะไปเกิดตอนไหน ฉันนี่แหละวีรสตรีคนล่าสุด ที่โลกจะต้องจารึก )

 

แล้วก็เดินตามอาสาสมัครชาวต่างชาติหลายคนไปฟังเขา บรีฟงานกัน ( พูดเร็วอิ๊บอ๋าย ฟังไม่ทันอ่ะ )

 

แต่ก็จับใจความได้ว่า ภารกิจที่เราจะต้องรับผิดชอบก็คือ....โบกรถ ใช่ค่ะ เพื่อนๆได้ยินไม่ผิด เราได้ไปยืนโบกรถหน้าวัด เป็นเวลาติดต่อกันสองชั่วโมงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกับการที่จะบอกว่าห้ามเข้าค่ะ(โว้ย) เพราะภายในวัดแคบมากไม่สามารถเอารถเข้าได้ จอดข้างนอกแล้วเดินเข้าไปนะคะ รถชาวบ้านนี่พอคุยกันรู้เรื่องแต่ที่วุ่นวายที่สุดคงยกให้รถตำรวจเพราะเฮียแกจะเบ่งลูกเดียว ตะโกนออกนอกรถมาเสียงดังว่า

"ใครไม่ให้เข้า ก็ผมได้รับคำสั่งให้มาปฏิบัติหน้าที่ประจำที่ศูนย์ย่านยาว ทำไมจะเข้าไม่ได้"

ไอ้เราก็พยายามพูดกะเขาดีๆ ว่า

 

"ไม่ใช่ไม่ให้เข้าค่ะ แต่ไม่ให้เอารถเข้า รถจอดไว้หน้าวัด แล้ว (มึง) คุณก็เดินเข้าวัดได้ค่ะ"

(เสียงแหวกลับมาทันที)

"แล้วคุณเป็นใคร ไหน นายคุณชื่ออะไร มายืนบงการนี่ใครสั่งมา"

พระเจ้าจอร์จ บังอาจมาก ทำไมจะต้องมีคนบงการไม่ใช่มือปืนนี่หว่า ตอบกลับไปว่า

 

"โธ่ ลุง !เห็นอยู่ว่าวัดก็แคบ แค่ศพก็จะล้นวัดแล้ว ไหนจะหมอ ไหนจะอาสาสมัครอีก 

 

ลุงจะเอารถเข้าไปแย่งที่ศพเหรอ"

 

เพื่อนอาสาสมัครด้วยกันเห็นท่าจะไปกันใหญ่ เลยเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย และขับไล่จนเฮียแกยอมจำนนถอยรถออกไป เฮ้อ...แต่ละคัน เป็นอันจบซีนสำหรับภารกิจแรกของเรา  ผ่านไปสักพักเราก็โดนพี่อาสาสมัครอีกคนจับมือเราแล้วลากไปที่เต๊นท์เหลืองหยิบไมค์ยัดใส่มือ บอกเราว่า

 

"นั่งตรงนี้นะ อย่าไปไหน คอยประกาศข้อความที่พี่เขียนให้"

 

เราก็ทำตามอย่างว่าง่าย ไม่มีอายไมค์เลยล่ะ เขาให้พูดไรก็พูดๆๆๆ ตั้งแต่

ประกาศชื่อคน ชื่อศพ ทะเบียนรถ ฯลฯ อยากจะบอกว่ามีอยู่ตอนนึงที่เราฟิวส์ขาด

ลืมตัวไปหน่อย พูดกับตัวเองว่า

 

"นายอำภอไปมุดหัวอยู่ไหนวะ" ทั้งลานวัดหันมาที่เต๊นท์เหลืองเป็นจุดเดียว แล้วพี่คนหนึ่งก็สะกิด "น้องคะ เมื่อกี้น้องลืมปิดไมค์"

โอย บรรลัยครับท่าน มุดใต้โต๊ะแทบไม่ทัน เรื่องฮาๆหน้าไมค์นี่เรามีอีกเพียบ  อย่างตอนที่สื่อทุกช่องกำลังสัมภาษณ์สดคุณหญิงหมอพรทิพย์ออกอากาศ  ขณะนั้นเงียบมากเพราะทุกคนกะลังให้ความร่วมมือเพื่อให้ภาพข่าวออกมาสมบูรณ์ แต่เราไม่ได้รู้เรื่องไรกับเขาหรอกพอมีพี่คนหนึ่งมาสะกิดบอกขออาสาสมัครเก็บขยะติดเชื้อสิบคน เราก็คว้าไมค์ขึ้นมาแล้วพูด(แหกปาก)ใส่ไมค์ว่า

 

 

 

"ขออาสาสมัครชายไทยหน้าตาดี สิบคน!!!!!

 

โอ.....ไม่นะ บรรดาสื่อมวลชนที่ถือกล้องสัมภาษณ์คุณหญิงหมอ

อยู่หันมามองหน้าเราแบบประณามสุดฤทธิ์ แอบเห็นคุณหญิงหมอทำท่าบุ้ยใบ้บอก

ให้ปิดไมค์ก่อนเขาสัมภาษณ์อยู่ เราก็ยิ้มแหยๆยกมือไหว้ขอโทษพี่ๆนักข่าวแบบแถๆไป 

 

หลังจากปล่อยไก่หน้าไมค์ได้อีกครึ่งวัน ตอนนั้นเริ่มเย็นแล้ว คุณหญิงหมอ

เดินมาที่โต๊ะแล้วบอกว่า ขออาสาสมัครเพิ่มอีกสิบคน ไม่ต้องเป็นหมอ จะหญิงจะ

ชาย สาวหรือแก่ก็ได้เอามาตอนนี้ด่วน เราก็ถามว่า เอาไปทำไรคะหมอ หมอบอก

เข้าไปล้างศพและเก็บดีเอ็นเอ

 

(จริงๆแล้วเรารอเวลานี้มานานมากเพราะว่าอยากรู้อยากเห็น)

 

เราก็เลยเสนอตัว ก่อนเข้าไปเราร่าเริงมากแล้วก็เหลือบไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งซึมใต้ต้นไม้ตรงที่เราเปลี่ยนชุด ถึงได้สำนึกว่า นี่ไม่ใช่เวลามาสนุกเลย พี่น้องร่วมโลกเราหลายคนต้องสูญเสีย และพวกเขากำลังรอความช่วยเหลือจากเรา เราจึงสงบมากขึ้นและตั้งใจว่าจะอดทนให้มากที่สุด

 

(เราขอไม่เล่าถึงสภาพและกลิ่นศพละกันนะ คิดว่าเพื่อนๆน่าจะรู้สึกเหมือนเรา)

วันแรกที่เข้าไปเราอยู่ในนั้นสี่ชั่วโมงเต็ม ร้อน เหนื่อย หิว แต่กินไรไม่ลง คิดแต่ว่าต้องรีบทำให้เสร็จเร็วๆนึกถึงอีกหลายคนที่รออยู่ข้างนอก เราแอบสัญญากะพี่คนหนึ่งที่หน้าวัดว่าเราจะไปหาศพพ่อของพี่เขาให้เจอให้ได้ ห้าวันต่อมาพี่คนนั้นก็มาขอบคุณเราดึงเราไปกอดแล้วบอกว่าเขาเจอศพพ่อเขาแล้ว เราก็บอกพี่เขาว่าดีใจค่ะดีใจด้วยจริงๆ

 

(ทั้งๆที่เราควรจะบอกว่าเสียใจสิ เพราะพ่อเขาตายนี่นา)

 

พี่คนนั้นบอกว่าเขาเห็นเราและพวกอีกหลายคนทำงานแล้วซึ้งจริงๆ ถึงแม้ว่าการค้นหาศพพ่อของเขาจะใช้เวลาถึงห้าวันแต่เขาก็บอกว่าพวกเราทำได้ดีมาก ตอนนั้นศพนั้น มีปัญหาคือตะกั่วป่า145 แต่น้ำเหลืองได้ทำให้รหัส ลบเลือนไม่รู้ศพไหนเป็นศพไหน เราเลยต้องไปขุดเพื่อให้แน่ใจที่สุสานบางม่วง เราอยู่ที่นั่นสิบวัน คุณหญิงหมอตื่นก่อนเราทุกวัน และแน่นอนที่ท่านจะนอนแค่สามชั่วโมงด้วยซ้ำ การทำงานที่นั่นในวันแรกๆวุ่นวายมากเราอยู่ตั้งแต่ยังไม่มีอะไรส่งมา แต่ไม่นานนักของทั้งหลายก็หลั่งไหลมาท่วมท้น ไม่ว่าจะเป็น มาม่า รองเท้า กางเกงใน ถุงเท้า เสื้อกาวน์ ผ้าห่อศพ

 

(ซึ่งตอนหลังต้องบอกออกอากาศว่าพอแล้วเพราะจำนวนที่มีอยู่ตอนนี้สามารถห่อได้ทั้งประเทศเลย)

 

 

 

ก้าวเข้าสู่วันที่8 มกราคม ทุกอย่างเริ่มเป็นระบบ มีอาสาสมัครมาหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเราเลยได้อู้มากขึ้น และพี่ชายเราได้ส่งข้อความมาบอกว่า"ถ้าแกไม่กลับ รับรองได้เป็นอาสาสมัครตลอดชีพแน่ๆ" โทรกลับไปกรุงเทพฯ พี่บอกว่างานยุ่งมากๆไม่มีคนช่วยเลย ขาดเราไปคน ทุกอย่างก็ช้า เพราะพี่ชายขาเจ็บ เราเลยตั้งใจกลับวันรุ่งขึ้น ไปร่ำลาเพื่อนๆและพี่ๆ ที่ให้ที่พักที่ร้านอินเตอร์เนทในตลาดตะกั่วป่า พี่นุ พี่ช้าง และแม่พี่นุที่ให้ที่ซุกหัวนอนกับหญิงสาวแปลกหน้าและหน้าแปลก อยู่หลายคืน น้ำตาของเราที่ไหลในวันจากลาคงไม่สามารถเทียบได้กับน้ำตาของผู้สูญเสียในครั้งนั้น ภาพหลายภาพที่เห็นแล้วสุดแสนจะสะเทือนใจ สะเทือนอารมณ์ ไม่เคยจากเราไปไหน ทุกครั้งที่เห็นทะเล ทุกครั้งที่เห็นวัด ภาพเหล่านั้นจะผุดขึ้นมาเสมอในความทรงจำของเรา หลังจากถึงกรุงเทพฯ เราประหยัดมากขึ้น ทำดีกับคนในครอบครัวมากขึ้น คิดตลอดว่าเราโชคดีเท่าไหร่แล้ว ที่มีลมหายใจได้นั่งเล่าเรื่องราวให้คนรุ่นหลังฟัง ผิดกับอีกหลายคนที่สูญเสีย ไม่มีแม้ลมหายใจ หรือมีลมหายใจก็อยู่อย่างไร้วิญญาณเพราะเขาสูญเสียมากมาย....